การออมทรัพย์ เป็นการเก็บเงินไว้เพื่อใช้จ่ายในวันข้างหน้า
เพื่อซื้อสิ่งที่ต้องตามที่ได้ตั้งจุดประสงค์และวางแผนไว้การออมทรัพย์เกิดจากการเก็บสะสมเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายทีละเล็กละน้อยเป็นการชะลอการใช้เงินซึ่งจำนวนเงินที่ออมคือส่วนของรายได้ที่เหลืออยู่
สำหรับสิ่งจูงใจในการออม คือ เป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งในอนาคตซึ่งได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งแน่นอน จึงก่อให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะออมมากขึ้นเป้าหมายของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันออกไป
ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความต้องการเป็นสำคัญ เป้าหมายในการออมที่ต่างกันเป็นสิ่งกำหนดให้จำนวนเงินออมและระยะเวลาในการออมทรัพย์แตกต่างกัน
ซึ่งในทางทฤษฎี ปกติควรจะเก็บออมประมาณร้อยละ 10 ของรายได้ที่ได้รับ
แต่มิใช่เป็นกฎตายตัวจำนวนเงินออมจะมากน้อยเท่าไรขึ้นอยู่กับรายได้และความรับผิดชอบของครอบครัวต่อสมาชิกในครอบครัว
หากรายได้ที่ได้รับใช้จ่ายเฉพาะตัว ก็สามารถเก็บออมได้ ในอัตราสูง
เมื่อรายได้เปลี่ยนแปลงก็จะมีผลต่อการออมด้วย การออมจะทำได้ง่ายสำหรับคนโสด
หรือครอบครัวที่ไม่มีลูกที่ต้องเลี้ยงดู
3.
การสร้างเงินออม
1. การออมทรัพย์ หมายถึง การประหยัด
การเก็บสะสมไว้ใช้ในอนาคตเมื่อมีเหตุการณ์จำเป็น เช่น เจ็บป่วย
หรือเมื่อเข้าสู่วัยชรา การออมทรัพย์ไม่ใช่การเก็บเงินไว้เฉย ๆ
แต่อาจจะนำไปฝากธนาคาร ซื้อสลากออมสิน หรือซื้อพันธบัตร หรือการทำประกันชีวิต
เพื่อให้เกิดดอกออกผล
การออมทรัพย์ในวิชาเศรษฐศาสตร์ หมายถึง
การออมทรัพย์ในระบบหรือการออมทรัพย์โดยผ่านสถาบันการเงินทุกประเภท
ปัจจัยที่จูงใจให้ผู้บริโภคมีการออมทรัพย์ในระบบเพิ่มมากขึ้น มีหลายประการ คือ
1.1 ผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงินจะเป็นสิ่งจูงใจ
โดยตรงต่อการออมทรัพย์ของผู้บริโภค กล่าวคือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น
จะจูงใจให้มีการฝากเงินออมทรัพย์เพิ่มมาขึ้น
1.2 ความมั่นคงของสถาบันการเงิน ความมั่นคงของสถาบันการเงินย่อมเป็นการเพิ่มความมั่นใจ
ความปลอดภัยและความศรัทธาแก่ผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้เกิดการออมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น
1.3 การแพร่กระจายของสถาบันการเงิน
ถ้าสถาบันการเงินมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และมีการแพร่กระจายออกไปทุกหนทุกแห่ง
เป็นการอำนวยความสะดวกในการออมทรัพย์ของผู้บริโภค
ก็จะมีผลทำให้การออมทรัพย์เพิ่มขึ้น
1.4 การควบคุมระดับราคาสินค้าหรือบริการ ถ้าระดับราคาสินค้าหรือบริการสูงขึ้นเรื่อย
ๆ จนเกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง จะทำให้ผู้บริโภคออมทรัพย์น้อยลง
เพราะผลตอบแทนจากการออมทรัพย์ไม่สามารถชดเชยการสูญเสียรายได้จากภาวะเงินเฟ้อ
แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าระดับราคาสินค้าหรือบริการลดลง
ย่อมจะทำให้การออมทรัพย์ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเนื่องจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคจะต่ำลง
2. จุดมุ่งหมายในการออมทรัพย์
การออมทรัพย์เป็นการสะสมอำนาจซื้อในปัจจุบันเพื่อใช้จ่ายในอนาคต
การออมทำได้ไม่ยากเพียงกำหนดจุดมุ่งหมายของการออมว่าเป็นการออมทรัพย์ระยะสั้นหรือระยะยาว
2.1 การออมทรัพย์เพื่อประโยชน์ระยะสั้น
เช่นการออมเพื่อซื้อสิ่งของที่มีราคาแพงเกินกว่าเงินที่มีอยู่ในขณะนั้นจึงไม่อาจจัดซื้อได้ทันที
ต้องเก็บออมเงินให้ได้เท่าจำนวนตามที่ต้องการก่อน
2.2
การออมทรัพย์เพื่อประโยชน์ระยะยาว เป็นการออมทรัพย์อย่างมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน
เช่น การออมทรัพย์เพื่อไว้ใช้ในยามสูงอายุ หรือเจ็บป่วยไม่สามารถทำงานได้
หรือออมทรัพย์เพื่อการศึกษาของบุตรหลาน หรือเก็บเพื่อซื้อบ้าน ที่ดิน ที่อยู่อาศัย
หรือเพื่อการลงทุนทำกิจการ การออมทรัพย์เพื่อประโยชน์ระยะยาว จึงเป็นการออมทรัพย์เพื่อต้องการความมั่นคงทางการเงิน
ซึ่งจะมีการใช้ช่วงระยะเวลาที่ยาวนานกว่า การออมทรัพย์เพื่อประโยชน์ระยะสั้น เช่น
เมื่อเกษียณอายุราชการ หรือพ้นจากการทำงานเมื่อสูงอายุ
โดยต้องมีการวางแผนที่จะใช้เงินดอกผลจากการออมในการดำรงชีวิต
การออมเงินบางคนทำได้ง่ายบางคนทำได้ยาก การออมเงินในครอบครัว
สมาชิกทุกคนต้องร่วมมือกันในการวางแผนการออมเงินและช่วยกันออมเงินคนละเล็กละน้อย
เมื่อรวมหลาย ๆ คนเงินออมของครอบครัวก็จะมากขึ้น
แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างเงินออมมีดังนี้
3.1 เริ่มต้นการออมทันทีที่มีรายได้ การออมควรเริ่มต้นให้เร็วที่สุด
เพราะเริ่มต้นเร็วเท่าไรเงินออมยิ่งมากขึ้นเท่านั้น การออมเริ่มต้นตั้งแต่มีคำว่า ประหยัด อยู่ในใจเสมอและมีการวางแผนการใช้จ่าย
เมื่อจะจ่ายเงินซื้ออะไร ต้องคิดอย่างดี มีเหตุผลและซื้อของให้ตรงกับการใช้งาน
การสร้างเงินออม ควรใช้เงินออม สร้างรายได้ ด้วยโดยการนำเงินออมนั้นไปฝากธนาคาร ทำประกันชีวิตหรือสถาบันการเงิน ซึ่งให้ดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนอย่างอื่น
จะทำให้เงินออมมีเพิ่มขึ้น ถ้าฝากเงินเร็วที่สุดเท่าไรก็จะมีเงินออมมากขึ้นเท่านั้น
3.2 มีการกำหนดจำนวนเงินออม
ควรมีการตัดสินใจว่าจะมีการออมเท่าไร
ควรเริ่มต้นการออมด้วยจำนวนที่น้อยที่สามารถจะออมได้และค่อยเพิ่มมากขึ้น
เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น
3.3 เก็บออมอย่างสม่ำเสมอ
แต่ละครั้งที่มีรายได้ต้องวางแผนการใช้จ่ายที่รัดกุมและเป็นไปได้ตามสภาพรายได้และความรับผิดชอบของครอบครัว
เมื่อพิจารณาลำดับความสำคัญของรายจ่ายแล้ว
พบว่าเงินออมเป็นรายจ่ายเพื่อสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งของครอบครัว
จึงควรเป็นรายจ่ายสำคัญลำดับแรก ซึ่งต้องเก็บเงินส่วนที่เป็นเงินออมทันทีที่ได้รับรายได้มาก่อน
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ทำให้มีเงินออมถ้าทำได้จนเป็นนิสัยการออมเงินก็ไม่ยากและผู้ออมก็จะเกิดความภาคภูมิใจ
3.4 ตั้งจุดประสงค์ในการออม ว่าจะออมเมื่อไร
ต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อจะได้วางแผน กันเงินทุกครั้งที่มีรายได้
การกันเงินไว้แต่ละเดือนเป็นการชะลอการใช้จ่าย เพื่อสะสมไว้ใช้จ่าย
เมื่อถึงเวลาตามที่ตั้งจุดประสงค์ไว้ ไม่ต้องกู้ยืมเงินให้เสียดอกเบี้ย
3.5 มีการวางแผนการใช้จ่ายที่รัดกุมและเป็นไปได้ตามสภาพของครอบครัว
3.6 การออมเงินต้องถือว่าเมื่อกันเงินออมไว้แล้วต้องมีเงินพอที่จะใช้จ่ายให้สมาชิกในครอบครัวมีความสุขตามสมควรต้องรู้จักเลือกซื้อของที่ราคาประหยัดเหมาะสมกับฐานะของตน
3.7
มีเงินติดตัวไว้เท่าที่จำเป็นใช้
ไม่ควรพกเงินติดตัวมากเกินความจำเป็นต้องใช้ เพราะอาจจะทำให้มีการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ถ้ามีเงินเพียงเท่าที่จำเป็นใช้หากมีค่าใช้จ่ายนอกแผนเกิดขึ้นจะมีเวลาคิดวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน
เพราะไม่สามารถจ่ายเงินซื้อได้ทันที
4. การปฏิบัติเกี่ยวกับการออมทรัพย์ที่ดี
การออมทรัพย์จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น ควรจัดทำงบประมาณเงินสดส่วนบุคคล
ซึ่งจะทำให้ทราบได้ล่วงหน้า ว่าจะมีการออมในแต่ละเดือนเป็นจำนวนเงินเท่าใด
เพื่อให้การออมได้ผลดี ควรปฏิบัติดังนี้
4.1 ทำงบประมาณรายได้รายจ่าย
เพื่อจะได้รู้ว่าเดือนนั้นจะมีเงินเหลือออมได้เท่าไร
4.2 เมื่อทราบงบประมาณแล้วให้แยกเงินออกเก็บทันที
4.3 นำรายได้จากการออม เช่น ดอกเบี้ย
หรือเงินปันผลไปลงทุนต่อเพื่อให้เงินออมงอกเงย
4.4 นำเงินออมไปลงทุนเพื่อผลประโยชน์ที่ถูกวิธี
โดยคำนึงความปลอดภัยและก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
5. ประเภทการออมทรัพย์
โดยทั่วไปการออมทรัพย์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้
5.1 การออมทรัพย์แบบสมัครใจ (Voluntary Saving) คือ การออมทรัพย์ที่ผู้ออมมีความตั้งใจที่จะออมทรัพย์ด้วยตนเอง
เพราะเห็นว่า การทำงานเพื่อหารายได้นั้นกว่าจะได้เงินมาใช้จ่ายได้มาด้วยความลำบาก
ดังนั้นจึงควรจะเก็บออมเงินรายได้ส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อใช้จ่าย
ในอนาคตเมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้น การเก็บออมแบบนี้เป็นแบบสมัครใจไม่มีผู้ใดบังคับ
แต่โดยปกติแล้วบุคคลที่ทำงานมีรายได้จำนวนมากมักไม่คำนึงถึงเรื่องนี้
โดยเฉพาะผู้มีรายได้ที่ไม่มีภาระผูกพัน เช่น
ยังไม่แต่งงานมักจะจับจ่ายใช้สอยตามสบาย ตามความเคยชิน ตามสภาพแวดล้อมที่จูงใจ ฯลฯ
ด้วยเหตุนี้การออมทรัพย์แบบสมัครใจจึงกระทำได้ยากและทำได้ในบุคคลเพียงบางคนเท่านั้น
5.2 การออมทรัพย์แบบบังคับ
(Forced Saving) คือ การออมทรัพย์ที่ผู้บริโภค
สร้างภาระผูกพันให้กับตนเอง เพราะไม่สามารถออมทรัพย์แบบสมัครใจได้ผล เช่น
ฝากเงินออมไว้กับธนาคารออมสิน ธนาคารพาณิชย์เป็นสมาชิกสหกรณ์ ออมทรัพย์
การทำประกันชีวิต ฯลฯ โดยวิธีนี้จะทำให้ผู้บริโภคต้องมีภาระผูกพันและสามารถ
มีเงินออมได้
เนื่องจากต้องเจียดรายได้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับสถาบันการออมทรัพย์ตามที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นประจำตามที่กำหนดไว้
6. การเลือกสถาบันออมทรัพย์เพื่อเก็บเงินออม
การเก็บเงินไว้กับตัวเองที่บ้านไม่เกิดประโยชน์
ทำให้เงินออมไม่พิ่มขึ้น และอาจไม่ปลอดภัย มีโอกาศสูญหาย หรือ ถูกโจรปล้น
หากนำเงินไปให้ผู้อื่นกู้ยืมอาจถูกโกงได้ สำหรับวิธีที่ปลอดภัยกว่า
คือการนำเงินฝากสถาบันออมทรัพย์ที่มีความมั่นคง เช่น ธนาคารพาณิชย์
บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์ออมทรัพย์ เป็นต้น
ข้อควรพิจารณาในการเลือกสถาบันออมทรัพย์ การออมทรัพย์ควรนำไปฝากใน
สถานที่ปลอดภัยและผลตอบแทนสูงกว่าเมื่อเปรียบเทืยบความเสี่ยงกับการออมหรือการออมเพื่อการลงทุนแบบอื่น
การนำเงินไปฝากกับสถาบันใดจึงต้องพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้
6.1 ความปลอดภัยของเงินออมที่นำไปฝาก
สถาบันที่ให้บริการต้องเก็บรักษาเงินของเราให้ปลอดภัย ต้องมีความซื่อสัตย์
ฐานะการเงินมั่นคง และอยู่ในความควบคุมของรัฐ เช่น ธนาคาร การซื้อพันธบัตรรัฐบาล
และบริษัทประกันชีวิต เป็นต้น
6.2 ถ้าเป็นเงินสำรองเพื่อใช้จ่ายหรือเงินฉุกเฉินต้องเลือก
ความสะดวกรวดเร็วในการถอนเงินหรือฝากคืนได้ทันทีที่ต้องการ
6.3 มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเงินที่ฝาก
การออมไม่ควรเก็บเงินไว้เฉย ๆ ควรนำเงินไปฝากไว้กับสถาบันที่จะให้ผลตอบแทนกับจำนวนเงินที่นำไปฝาก
ซึ่งจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น
6.4 การประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการฝาก-ถอนเงิน
การเลือกฝากกับสถาบันการเงินใด ควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปใช้บริการ
ควรเลือกสถาบันการเงินที่สะดวก เสียเวลาและค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
6.5 การกำหนดจุดประสงค์ในการฝาก
เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาว่าจะเลือกฝาก กับสถาบันไหน ในแบบใด
หากฝากกับธนาคารเพื่อประโยชน์ระยะสั้น หรือระยะยาวและต้องเป็นเงิน
ที่เบิก-ถอนอยู่เป็นประจำ สำหรับการทำประกันชีวิตต้องเป็นการออมระยะยาว
และต้องไม่ใช่เงินสำรองหรือเงินฉุกเฉินที่ต้องเบิก-ถอนอยู่เป็นประจำ
นอกจากนี้การนำเงินไปฝากต้องพิจารณาระยะเวลาที่เหมาะสม ด้วย
6.6 ผู้บริโภคที่ฉลาด
จะไม่ออมทรัพย์กับสถาบันการเงินเดียวในรูปแบบเดียว ควรฝากในหลายสถาบันหลายรูปแบบ
เพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการถอนรวมทั้งผลตอบแทนจากเงินฝาก
ซึ่งผู้บริโภคต้องมีแผนการออมเงินที่แน่ชัด มีการวิเคราะห์
และเลือกฝากเงินในรูปแบบที่จะให้ผลตอบแทนสูงสุด
7. การเปรียบเทียบการลงทุนในสถาบันออมทรัพย์
7.1 การฝากเงินกับธนาคาร
ธนาคารเป็นสถาบันที่ให้บริการรับฝากเงินที่ปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว
ธนาคารทุกแห่งในประเทศไทยอยู่ในความควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย
ดังนั้นธนาคารทุกแห่งจะให้ความปลอดภัย และรับผิดชอบแก่เงินฝากได้เท่าเทียมกัน
บริการที่เกี่ยวกับการรับฝากเงิน ได้แก่ การฝากประเภทออมทรัพย์ ฝากเงินประเภทประจำ
7.2 การซื้อพันธบัตรรัฐบาล การออมอีกวิธีหนึ่ง คือ
การนำเงินออมไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล
การขายพันธบัตรรัฐบาลเป็นวิธีการระดมทุนวิธีหนึ่งของรัฐบาล
โดยการกู้เงินจากประชาชนแล้วออกพันธบัตรให้เป็นหลักฐานการกู้ยืม และให้ผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะดอกเบี้ย
ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่าวิธีอื่น นอกจากจะได้ดอกเบี้ยแล้ว
ยังไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเพราะ รัฐบาลถือว่าเป็นการช่วยชาติอีกวิธีหนึ่ง
7.3 การทำประกันชีวิต เป็นวิธีการออมทรัพย์ระยะยาว
โดยมีจุดประสงค์ที่แน่นอน ให้ประโยชน์แก่ผู้เอาประกันชีวิต
คือผลตอบแทนเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนที่กำหนดในกรมธรรม์ประกันภัย
และให้ความคุ้มครองเพื่อเป็นหลักประกันของครอบครัว หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต
ก่อนครบกำหนดสัญญาบริษัทประกันชีวิตจะใข้เงินเป็นจำนวนเงินเอาประกันภัยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนขาดรายได้
อันเนื่องมาจากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต พิจารณาด้านความมั่นคงบริษัทประกันชีวิต
และผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทประกันชีวิตต้องอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติประกันชีวิต
พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันชีวิต
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 และอยู่ในความควบคุมของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
(คปภ)
นอกจากนี้แบบประกันชีวิตบางแบบให้ผลตอบแทนสูงกว่าการออมแบบอื่น
การทำประกันชีวิตจึงถือรวมเป็นการลงทุนด้วย
เพิ่มเติม
การทำประกันชีวิต เป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างเสริมวินัยการออม
ด้วยการจัดสรรเงินส่วนหนึ่งมาชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิตตามจำนวนและระยะเวลาในการชำระเบี้ยประกันภัยที่กำหนดไว้ในสัญญาเมื่อครบกำหนดสัญญา
บริษัทประกันชีวิต ก็จะจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันชีวิตตามจำนวน และตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเมื่อผู้เอาประกันชีวิตยังคงมีชีวิตอยู่
ซึ่งจะเป็นการออมอีกลักษณะหนึ่งเพื่อเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในอนาคต นอกจากนั้น
การทำประกันชีวิตยังเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคง
และความอุ่นใจให้แก่ตนเองและครอบครัว ในกรณีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรบริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์หรือทายาทตามจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญา
เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา หรือเก็บไว้ใช้จ่ายเพื่อความจำเป็นต่าง ๆ
นอกจากนี้การทำประกันชีวิตสามารถช่วยให้ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องนำเงินที่ตนเองสะสมไว้มาใช้จ่ายในยามเดือดร้อน
เช่น กรณีที่เจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
ถ้าผู้เอาประกันภัยซื้อความคุ้มครองการประกันสุขภาพไว้ด้วย
บริษัทประกันชีวิตก็จะจ่ายเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญา
โดยไม่ต้องนำเงินที่ตนเองสะสมไว้มาจ่ายเป็นค่ารักษา เป็นต้น
กิจกรรมออมทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งในหลักเศรษฐกิจพเพียง
ทำให้นักเรียนได้รู้จักการออมและได้มีการจดบันทึกรายรับรายจ่ายของตนเอง
สามารถนทำให้นักเรียนได้รู้รายรับรายจ่ายของตนเองในแต่ละวัน
ทำให้รู้ว่าต้องลดรายจ่ายในส่วนไหน และเมื่อเหลือจากรายจ่ายก็นำมาออม
และในการออมก็จะเปิดเป็นชุมนุมออมทรัพย์ซึ่งจะเปิดทุกวันศุกร์เพื่อให้นักเรียนได้นำเงินที่ตนเองนั้นออมไว้นำมาฝากในช่วงของกิจกรรมชุมนุม
ในการออมนักเรียนจะนำเงินออมมาให้ครูและครูจะมีการทำบัญชีการออมของนักเรียนแต่ละคน
รายละเอียดในการดำเนินงานดังนี้
![]() |
| นักเรียนในชุมนุมนำเงินออมของตนเองมาฝากครูในชุมนุม |
![]() |
| ครูได้มีการทำบัญชีของนักเรียนที่นำเงินมาฝากไว้เป็นรายบุคคล |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น